article

เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก

โพสต์28 ก.ย. 2558 01:01โดยรณชัย ส.สําราญชัย   [ อัปเดต 28 ก.ย. 2558 01:13 ]

เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก

 

            ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ เริ่มต้นจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลเชื่อมโยงถึงระบบการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความเสียหายต่อระบบการเงินอย่างรุนแรงได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรป เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

            จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทำให้ต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนกันใหม่ทั้งในประเด็นการลงทุนใช้จ่ายเกินตัวของภาคประชาชน ที่ก่อให้เกิดหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ ประเด็นความละโมบของภาคธุรกิจที่ต้องการตัวเลขรายได้อย่างไม่พอประมาณและไม่สมเหตุสมผล ก่อให้เกิดการล่มสลายของกิจการ และประเด็นความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ภูมิคุ้มกันในระบบเศรษฐกิจอ่อนแอ เกิดความเสียหายที่มีมูลค่าจำนวนมากมายมหาศาล        

            ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น มีความเกี่ยวเนื่องกับหลักความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันอีกคราวหนึ่ง แต่ในครั้งนี้ จะเป็นการกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง จากปากของนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ จำนวน 13 ท่าน ที่ได้แสดงทัศนะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเทียบเคียงกับแนวคิดและมุมมองสากล นำมารวบรวมเป็นหนังสือ“เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” (Sufficiency Economy in Global View) นี้

            เนื้อหาที่ประมวลจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 13 ท่านนี้ เป็นผลพวงจากการดำเนินโครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จำนวนอย่างละ


Cr: http://www.manpattanalibrary.com/newsdetail.php?id=52

รายงานอนาคตของเรา (Our Common Future)

โพสต์28 ก.ย. 2558 00:58โดยรณชัย ส.สําราญชัย   [ อัปเดต 28 ก.ย. 2558 01:16 ]

รายงานอนาคตของเรา (Our Common Future)

เมื่อ พ.ศ. 2530 คณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (World Commission on Environment and Development: WCED) องค์การสหประชาชาติ ได้จัดทำรายงานชื่อ Our Common Future หรือที่เรียกกันว่า รายงานบรันดท์แลนด์ (Brundtland Report)* เพื่อนำเสนอองค์ความรู้และนิยามของคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยระบุว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึง วิถีการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง (Sustainable development is development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs.) และเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของโลก

            รายงานได้นำเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยระบุว่า วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกนี้มีความเชื่อมโยงกันและจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในสังคมโลกในการปรึกษาหารือและตัดสินใจเพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

การจัดทำรายงาน Our Common Future และการทำงานของคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การประชุมที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การประชุม Earth Summit การรับข้อเสนอของแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) และปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development) เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รายงานยังได้รวบรวมวิถีการดำเนินการพัฒนาของนานาประเทศในเวลา 900 วัน ซึ่งได้มีการบันทึก วิเคราะห์ และสังเคราะห์จากข้อเสนอที่เป็นลายลักษณ์อักษร และคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นตัวแทนภาครัฐอาวุโส นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญ สถาบันวิจัย นักอุตสาหกรรม ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากทั่วโลก

        โดยคณะกรรมาธิการบรันดท์แลนด์ (Brundtland Commission) ได้มีคำสั่งดังต่อไปนี้

        1. สอบทานประเด็นที่ถกเถียงกันในด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา รวมถึงร่างข้อเสนอเกี่ยวกับแผนดำเนินการที่ปรับปรุงแล้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปธรรมและตั้งอยู่บนรากฐานความเป็นจริง

        2. เสริมสร้างความร่วมมือในระดับสากล เพื่อการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา รวมทั้งประเมินและนำเสนอรูปแบบอื่นๆ ในการสร้างความร่วมมือที่มีความแปลกใหม่ และมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนเหตุการณ์ให้ไปในทิศทางที่กำหนด

        3. เสริมสร้างระดับความเข้าใจและความรับผิดชอบในบทบาทการดำเนินงาน ทั้งในส่วนของบุคคล องค์การอาสาสมัคร ธุรกิจ สถาบัน และรัฐบาล โดยคณะกรรมาธิการบรันดท์แลนด์จะมุ่งเน้นในเรื่องของประชากร ความปลอดภัยของอาหาร การสูญพันธุ์และทรัพยากรพันธุกรรม พลังงาน อุตสาหกรรม และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้

        นอกจากนี้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ก็ถูกพูดถึงในรายงานของคณะกรรมาธิการบรันดท์แลนด์ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเสมอภาคทางเพศ และการกระจายความมั่งคั่ง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการกำหนดกลยุทธ์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยระบุว่าในปัจจุบัน ปัญหาข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมที่มีต่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในสังคมอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่ ด้วยเหตุนี้ รายงานจึงนำเสนอบทวิเคราะห์ แนวทางการแก้ไขแบบกว้าง และข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมเพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

หมายเหตุ : * เพื่อเป็นการระลึกถึงนางกรู ฮาร์เล็ม บรันดท์แลนด์ (Gro Harlem Brundtland) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศนอร์เวย์ในบทบาทของการเป็นประธานคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา


Cr : http://www.manpattanalibrary.com/newsdetail.php?id=50

โครงการศึกษาวิจัยเรื่องน้ำ โดย ดร.รอยล จิตรดอน

โพสต์28 ก.ย. 2558 00:54โดยรณชัย ส.สําราญชัย   [ อัปเดต 28 ก.ย. 2558 01:14 ]

โครงการศึกษาวิจัยเรื่องน้ำ โดย ดร.รอยล จิตรดอน

            ย้อนไปในปี 2554 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมหาศาล แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาผ่านมาเพียงไม่กี่ปีคือในปี 2557-2558 ประเทศไทยก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำอีกระลอก ทว่าครั้งนี้เป็นปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อพื้นที่เกษตรกรรมและต่อการอุปโภคบริโภคจากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญของระบบและแนวทางการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยที่ต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางดินฟ้าอากาศสภาพพื้นที่ และความต้องการของชุมชน

            โครงการศึกษาวิจัยเรื่องน้ำ โดย ดร.รอยล จิตดอน  ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อสร้างความพอเพียงทางทรัพยากรให้แก่ประชาชนอันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งที่ประชาชนสามารถเติบโตก้าวหน้าด้วยการพึ่งตนเองตามหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยยึดหลักสำคัญคือการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กันด้วยการพัฒนาพื้นที่ในเขตชลประทานให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำและพัฒนาโครงสร้างขนาดเล็กและการจัดการน้ำของชุมชนในพื้นที่นอกเขตชลประทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนด้วยยุทธศาสตร์และมาตรการที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ขณะเดียวกันในพื้นที่ที่เอื้ออำนวยก็สามารถบูรณาการการพัฒนาทั้งด้านน้ำเกษตรและพลังงานร่วมกันไปอย่างเป็นระบบและที่สำคัญคือการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานชุมชนและเครือข่ายท้องถิ่นทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดความสมดุลและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

            จากการศึกษาของโครงการฯ พบว่าประเทศไทยควรจะนำแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือแก้มลิงที่ตื้นเขิน มาพัฒนาเป็นแหล่งน้ำใหม่ของทั้งประเทศรวมถึงการเพิ่มจำนวนแหล่งน้ำในไร่นา ซึ่งใช้เวลาและงบประมาณน้อยกว่าการสร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งนี้ การจัดการน้ำควรเน้นให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการและดูแลกันเอง โดยที่ผ่านมาได้ทำโครงการร่วมกับเกษตรกรให้มีแหล่งน้ำของตนเองและประสบความสำเร็จในการจัดการน้ำท่วมน้ำแล้งในพื้นที่ของตัวเองได้แล้ว341 ชุมชนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีชุมชนตัวอย่างด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่เป็นต้นแบบให้แก่ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศที่โดดเด่นกระทั่งได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ประจำปี 2554 และ 2557 คือชุมชนบ้านลิ่มทอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ที่ชาวบ้านกว่า 6,000 คนรวมตัวกันเป็น “เครือข่ายการจัดการน้ำชุมชนลิ่มทอง” ที่ยอมสละที่ดินส่วนตัวเพื่อทำแก้มลิงของชุมชนทั้งน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และยึดถือพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “น้ำคือชีวิต” มาใช้ จนสามารถเก็บกักน้ำจากการทำแก้มลิงและคลองส่งน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรตลอดปียังประโยชน์ให้กับชาวบ้านกว่า 2,200 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 52,000 ไร่ 

 


Cr : http://www.manpattanalibrary.com/newsdetail.php?id=51

เครือข่ายการจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ

โพสต์27 ก.ย. 2558 20:31โดยรณชัย ส.สําราญชัย   [ อัปเดต 28 ก.ย. 2558 01:15 ]

เครือข่ายการจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ



“...การจัดการน้ำชุมชนนั้น เห็นความสำเร็จในบางชุมชนแล้ว ให้ชุมชนชาวบ้านที่มีความรู้ ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์จัดการ และพัฒนาน้ำในพื้นที่มาช่วยขยายผลไปยังชุมชนอื่น...”

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554
ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศริริาช

จากข้อมูลในปี 2557 ของกรมชลประทาน* พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 131 ล้านไร่ ในจำนวนนี้อยู่ในเขตชลประทานเพียง 29 ล้านไร่ หรือราวร้อยละ 20 เท่านั้น ที่เหลืออีกประมาณ 102 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทานที่ต้องอาศัยน้ำตามฤดูกาลและการบริหารจัดการน้ำของแต่ละชุมชนเพื่อให้เพียงพอต่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ทว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยอยู่พ้นสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถในการแก้ไขปัญหา โดยทรงมองปัญหาในภาพรวมก่อน แล้วค่อยแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ คือการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ให้ตรงสาเหตุ ซึ่งเป็นที่มาของแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำชุมชนโดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของ บริหารจัดการ ดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่ มีกองทุนบำรุงรักษาและขยายผล ที่สำคัญคือมีการถ่ายทอดความสำเร็จสู่ชุมชนอื่นให้เกิดเป็นเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชนได้ในที่สุด

เพื่อสนองแนวพระราชดำริดังกล่าว สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดประกวดชุมชนเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมีการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพและประสานความร่วมมือเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชุมชนได้ โดยแบ่งชุมชนที่เข้าประกวดออกเป็น 2 ประเภท คือ

ชุมชนแม่ข่าย คือชุมชนที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการจัดการทรัพยากรน้ำมาเป็นแม่ข่ายในการขยายผล โดยสนับสนุนให้ชุมชนมีระบบการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเป็นแม่ข่าย ขยายผลแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำไปสู่ชุมชนอื่นๆ มุ่งเน้นการพัฒนาในพื้นที่เสี่ยงภัยด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบสารสนเทศ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รายได้ และผลผลิตของชุมชน เพื่อให้เกิดเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำที่ให้ชุมชนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เกิดเครือข่ายความคิดและการทำงานที่ชุมชนมีบทบาทร่วมในการพัฒนาศักยภาพซึ่งกันและกัน

ชุมชนเครือข่าย คือชุมชนที่พัฒนาให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมและแนวคิดเชิงปฏิบัติ ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ชุดข้อมูลและความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ได้อย่างเหมาะสมกับภูมิสังคม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขยายผลการทำงานเป็นเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชนอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงและประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนเครือข่าย เพื่อให้เกิดการขยายผลแนวคิดและตัวอย่างความสำเร็จ เรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนไปสู่ภาคสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ที่ผ่านมามีชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำภายในชุมชนตนเองและสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ชุมชนอื่นๆ ได้ เช่น

- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ใช้แผนที่วางแผนจัดการน้ำและใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบด้วย เส้นทางน้ำ แผนที่ฝาย แนวเขตที่ทำกิน และแนวเขตป่าชุมชน

- ชุมชนบ้านผาชัน ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ร่วมกันสร้างฝายวังอีแร้ง 2 เสริมบริเวณป่าต้นน้ำ

- ชุมชนบ้านหนองปิ้งไก่ ต.นาบ่อคา อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ร่วมกันปรับปรุงท่อน้ำชนิดท่อลอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งและระบายน้ำ

- ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ต.แวงน้อย อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ร่วมกันสำรวจ เก็บข้อมูล ทำผังน้ำเพื่อสร้างความ “เข้าใจ” ในพื้นที่ของตนเอง

จากผลสัมฤทธิ์ของการจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะนำสู่ความเข้มแข็งและความมั่นคงในการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศซึ่งมีชุมชนมากกว่า 6 หมื่นชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองด้านทรัพยากรน้ำ รวมถึงเชื่อมโยงแนวทางการบริหารจัดการน้ำไปสู่ชุมชนอื่นๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายการทำงานที่มีกระบวนการคิด ไตร่ตรอง ตัดสินใจ และลงมือทำร่วมกัน ภายใต้การบริหารจัดการของชุมชนและเพื่อนบ้าน รวมทั้งประสานการพัฒนากับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

หมายเหตุ : นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทานให้สัมภาษณ์ในโอกาสครบรอบ 112 ปี กรมชลประทาน วันที่ 12 มิถุนายน 2557 ณ กรมชลประทาน

 


Cr : http://www.manpattanalibrary.com/newsdetail.php?id=49


1-4 of 4